MD_029

posted on 27 Nov 2009 20:36 by farewell  in Diary
















และแล้วก็............









เรียบร้อย!!!! ....รึเปล่า?








มันเป็นประสบการณ์ที่แย่จริงๆ น่ะแหล่ะ

ไหนจะเริ่มต้นที่ฉีดยาชา หลายรูมาก ประมาณสี่...มั้ง

พอหมอเริ่มขุด... มันก็รู้สึกแปลกๆ แบบไม่ชอบอ่ะ

ถึงจะไม่เจ็บ แต่ไอ้ความรู้สึกที่ได้รับแรงดัน...จากการขุด โยก คลอน

หรืออะไรของหมอก็ไม่รู้ล่ะ เรามองไม่เห็นนี่นา

บางทีหมอก็ดันซะรู้สึกว่าคอจะหลุด =_______=





หมอบอกระหว่างการผ่าว่าถ้ามีอาการเจ็บแปล๊บให้รีบยกมือบอกหมอ หมอจะได้ฉีดยาชาเพิ่มให้

แสดงว่ามันมีโอกาสที่ยาชาจะหมอฤทธิ์ในขณะที่เรากำลังผ่าน่ะสิ!!!!! *ช๊อค*

เมื่อคิดได้ดังนั้น ไอ่ฟ้าก็ยิ่งกลัวไปใหญ่เลย ภาวนาขอให้ผ่าเสร็จโดยไวก่อนที่ยาชาจะหมดฤทธิ์

หนึ่งคือไม่อยากโดนฉีดยาชาอีกรอบ สองคือไม่อยากรู้สึกเจ็บเวลาผ่า มันคงแย่มากทีเดียว

เพราะขนาดชาๆ ยังรู้สึกว่าคุณหมอรุนแรงกับฟันเราชะมัดเลยง่า~

รู้สึกเหมือนหมอถือสว่าน แล้วก็กดเข้ามาที่ฟันเราโดยตรง แบบว่าไม่รู้สึกเจ็บ แต่รู้สึกได้ถึงแรงกด







เกือบสำลักอีกแล้วอ่ะ หมอแนะนำให้หายใจทางจมูก จะได้ไม่สำลัก

เราน่ะชินกับการหายใจทางปาก เนื่องจากถ้าภูมิแพ้กำเริบเราจะไม่สามารถหายใจทางจมูกได้

ขอบคุณหมอที่สอนให้เราหายใจทางจมูก 555+







ไม่รู้ว่าหมอเอาฟันเราออกไปตอนไหน แต่รู้อีกทีก็คือหมอบอกว่าจะเย็บเหงือกให้

ระหว่างนั้นก็ยังคงภาวนาให้ยาชายังออกฤทธิ์ ซึ่งมันก็โอเคแหล่ะ

จนกระบวนการเสร็จ ลุกจากเตียงแล้ว หมอถามว่าจะเอาฟันกลับไปด้วยไหม ก็เลยบอกว่าไม่

หมอพินิจฟันที่ออกมา แล้วพูดประมาณว่าเป็นฟันคุดที่ใหญ่จังเลยนะ













และ....."งานเข้า"

เป็นคำจริงที่คุณหมอพูดออกมา










เนื่องจาก ...รากฟันคุดที่ผ่าออกมามันหายไปอันนึง =_______=

ไม่ได้หล่นหายไปไหน

มันหัก และยังอยู่ในปากเรา เฮือก!!!!

เลยต้องลงไปนอนให้หมอผ่าอีกรอบ แง๊~~~~~

เริ่มต้นการภาวนาให้ยาชายังคงออกฤทธิ์อีกครั้งนึง

หมอควานหารากฟันอีกอันนึงที่หายไป และขุดมันออกมา แล้วเย็บเหงือกเพิ่มอีกรอบ







กว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการทั้งหมด ใช้เวลาร่วมชั่วโมงเต็มๆ




และลงท้ายที่บิลค่ารักษาว่า "ผ่าฟันคุดอย่างยาก"




หึ ใช่สิ!!! คิดว่าอยากผ่านักรึไง!!!!



/แอบงอนหมอ แต่ทำอะไรไม่ได้




*********************************



อีกเรื่องนึงที่อยากจะเล่า ถึงวีรกรรมอันน่าสมน้ำหน้า



เมื่อวานดันลืมมือถือไว้ที่ทำงาน แต่ยืมมือถือเพื่อนที่กลับด้วยกันโทรไปบอกพี่ที่เค้าทำโอที

พี่เค้าก็เก็บไว้ให้และปิดเครื่องอย่างมิดชิด



ตอนแรกที่คิดคือ แค่อย่าให้ที่บ้านโทรมาและเจอว่าลืมมือถือก็พอแล้ว



แต่เมื่อถึงเวลานอน จะตั้งนาฬิกาปลุก

ชิ~ หาย ปกติใช้มือถือปลุกนี่หว่า



ทำไงดี กลัวตื่นสาย

เลยตัดสินใจไม่นอนแมร่งเลย แค่คืนเดียวเอง ไปทำงานอีกวันเดียวพอไหว



อยู่โยงจนตีสอง ตีสาม ระหว่างนั้นเห็นคุณหมอ ผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ในเอ็มก็เลยทักทายตามประสาคนนอนดึก

คุณหมอบอกว่าทำความสะอาดห้อง และเก็บของกลับบ้าน /ยามตีสามเนี่ยนะ?

พอบอกเรื่องที่เราลืมมือถือไว้ที่ทำงานจนไม่มีนาฬิกาปลุก

คุณหมอเลยอาสาจะโทรมาปลุกเราเอง

และลืมไปว่าเรานั้นไม่มีมือถือนะจ๊ะ ^_______^"

ขอบคุณสำหรับความหวังดีนะคะ



สุดท้ายก็อยู่จนถึงตีห้าจนได้ ดีใจเหลือหลาย

แต่ก็แอบงีบหลับไปนิดนึง ยังทันไปทำงานอยู่นะเออ

สรุปแล้วก็นอนไปชั่วโมงนึง



เมื่อเพื่อนๆ ที่ทำงานทราบเข้าก็ตกอกตกใจเป็นอย่างมาก และถามถึงสภาพเรา

แต่ตอนเช้ามันแย่มากจริงๆ ล่ะ ตาแดงมากเพราะว่าอดนอน

แถมอารมณ์แบบคนความดันต่ำเวลาต้องตื่นเช้า อะไรอย่างนั้น

แต่พอสายๆ ก็กลับมาโอเคนะ ตอนบ่ายก็ไม่ง่วงด้วย

จะบอกว่างานเยอะหรือว่าร่างกายเริ่มชินก็ไม่รู้



แต่คิดไปคิดมา เมื่อคืนที่แทบจะไม่ได้นอนก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้นอนจริงๆ รึเปล่า

ร่างกายมันเหมือนยังไหว แต่ก็คิดว่าจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว ตอนเช้ามันทรมานมากๆ




/นู๋จะไม่ลืมมือถืออีกแล้วง่า~~~~

edit @ 27 Nov 2009 21:49:42 by Pachika~.